วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

รายงานพิเศษ / 51 ปีโรคร้าย “มินามาตะ” ภาพสะท้อนสิ่งแวดล้อมเมือง


ท่ามกลางกระแสธารแห่งการพัฒนาของสังคมมนุษย์ซึ่งมีทีท่าว่าจะดำเนินต่อไปโดยไม่หยุดยั้งนั้น ที่ผ่านมา นอกจาก “มนุษย์” ได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นประโยชน์ให้แก่ตนและพวกพ้องร่วมสายพันธุ์ของตนแล้ว ก็คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า “มนุษย์” ได้ทำลายบางสิ่งให้เกิดความเสียหายหรือถึงขั้นสูญสิ้น หรือแม้แต่ทำลายเพื่อนมนุษย์กันเองด้วยเช่นกัน
ยกตัวอย่างกรณีการเกิดโรคประหลาดชนิดใหม่ที่เมืองมินามาตะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อพ.ศ.2499 หรือค.ศ.1956 นับเป็นเหตุการณ์ที่สามารถพิสูจน์ภัยที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกัน อันเป็นผลมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศญี่ปุ่นในขณะนั้น
************************************
โรคประหลาดดังกล่าวเกิดจากน้ำเสียที่ปนเปื้อนด้วย Methyl mercury อันเป็นสารประกอบอินทรีย์ของปรอทจากบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ผู้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีฐานตั้งอยู่ที่เมืองมินามาตะเป็นผู้ระบายลงสู่ท้องทะเลตั้งแต่ปีพ.ศ.2451
สารเคมีที่ทับถมกันมาเป็นเวลานาน และระบบห่วงโซ่อาหารอันเป็นวัฏจักรแห่งชีวิตของสัตว์น้ำในท้องทะเล ทำให้นับวันสารปรอทยิ่งมีความเข้มข้นสูงขึ้น ผู้คนจำนวนมากที่บริโภคอาหารทะเลเกิดปัญหาทางสุขภาพ มีลักษณะเหมือนคนขาดสารอาหารและมีอาการวิกลจริต แขนขาบิดงออย่างรุนแรง หลายร้อยรายเกิดความผิดปกติกับระบบประสาทขั้นรุนแรงจนถึงขั้นพิการและเสียชีวิต
ขณะที่ทารกในท้องแม่ผู้ซึ่งบริโภคอาหารทะเลก็ได้รับผลกระทบจากสารปรอทผ่านสายรก ทำให้เกิดมาพร้อมกับความพิกลพิการอย่างรุนแรงจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เกิดเป็นโศกนาฏกรรมจากมลพิษครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรกของโลก
ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพของประชากรกว่า 2 แสนคนตามชายฝั่งทะเลรอบเมืองมินามาตะแล้ว ก็ยังได้ทำลายความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและด้านจิตใจของประชาชนเป็นวงกว้างอีกด้วย
ชื่อของ “โรคมินามาตะ” ในขณะนั้น ทำให้สังคมภายนอกดูแคลน - รังเกียจผู้ป่วยรวมถึงประชาชนชาวบ้านที่มีพื้นเพเป็นคนมินามาตะจากสังคมภายนอก ถูกปฏิเสธการจ้างงาน โอกาสทางการศึกษา การค้า หรือแม้แต่ชาวเมืองด้วยกันเองด้วยเหตุว่าพวกเขาทำให้เมืองนี้เสื่อมเสียชื่อเสียง
ยิ่งในเฉพาะช่วงแรกที่รัฐบาลวิตกว่าหากสั่งปิดกิจการของบริษัทเอกชนที่คาดว่าเป็นต้นตอของปัญหา อาจเป็นปัจจัยถ่วงการพัฒนาประเทศให้ช้าลง จึงไม่ดำเนินการจัดการกับภัยที่กำลังเกิด ยังผลให้ความเสียหายยิ่งเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งสร้างรอยร้าวระหว่างผู้คนด้วยกันเองและระหว่างผู้คนกับหน่วยงานรัฐให้มีช่องว่างมากขึ้นไปอีก
******************************************
กว่าที่รัฐบาลกลางและหน่วยงานปกครองท้องถิ่นจะกลับลำหันมาสนใจให้การช่วยเหลือเรื่องนี้อย่างจริงจังก็เมื่อเวลาได้ล่วงเลยไปกว่า 12 ปี หลังจากที่โรคนี้ได้ทำร้ายชาวบ้านไปแล้วหลายพันคน พ่วงท้ายด้วยข้อพิสูจน์ของนักวิชาการและแพทย์ที่ยืนยันว่าโรคดังกล่าวเกิดจากน้ำเสียจากอุตสาหกรรมที่ถูกปล่อยลงสู่ท้องทะเล
จากนั้นปลายปี 2547 ศาลฎีกาได้ตัดสินคดีความดังกล่าวโดยระบุให้รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นมีส่วนรับผิดชอบต่อกรณีโรคมินามาตะ พร้อมทั้งมีคำตัดสินที่ชัดเจนเกี่ยวกับอาการของโรคมินามาตะว่าเป็นอย่างไรและมีอะไรบ้าง
ข้อวินิจฉัยของศาลที่สำคัญและนับได้ว่าเป็นนิมิตหมายใหม่คือ การระบุว่าทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นละเลยในการควบคุมปัญหามลพิษกรณีนี้จนเป็นเหตุให้ปัญหาลุกลาม อีกทั้งทางการยังไม่ยอมรับผู้ป่วย ปล่อยให้ได้รับความทุกข์ทั้งที่โดยหน้าที่รัฐต้องให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นรัฐบาลจึงเป็นผู้ละเมิดผู้ป่วยเหล่านี้เสียเอง
*********************************
วันนี้ เมืองมินามาตะกำลังฟื้นฟูเปลี่ยนโฉมตัวเองจาก “เมืองแห่งมลพิษ” ให้กลายเป็น “เมืองแห่งการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม” และกำลังเป็นเมืองที่โดดเด่นที่สุดติดอันดับ 1 ของประเทศญี่ปุ่นจากการประกวดเมืองแห่งสิ่งแวดล้อมระดับประเทศในปีพ.ศ.2548 - 2549 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ทั้งยังได้แสดงตัวอย่างประสบการณ์จากมลพิษสำหรับศตวรรษที่ 22 ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอีกด้วย ภายหลังจากที่ต้องสังเวยชีวิตของประชาชนไปหลายพันคน เงินอีกหลายแสนล้านเยน หรือแม้แต่การที่ต้องลงทุนปิดกั้นปากอ่าวมินามาตะทั้งหมดเป็นเวลากว่า 23 ปี รวมทั้งยังต้องขุดลอกเพื่อกำจัดตะกอนใต้น้ำไปกว่า 1,500,000 ลูกบาศก์เมตร โดยต้องใช้พื้นที่ฝังกลบทั้งหมดขนาด 58 เฮคตาร์!!!
*************************************
กลับมามองประเทศไทยในวันนี้ วันที่เรากำลังแข่งกับตัวเองและแข่งกับรอบข้างเพื่อที่จะมีเศรษฐกิจที่ดีและเพื่อที่จะได้เป็นผู้นำในหลายๆ ด้านของภูมิภาค ก็เหมือนกับกำลังมองภาพเหตุการณ์เมืองมินามาตะย้อนไปเมื่อ 51 ปีที่แล้ว
ยิ่งได้เห็นและรับรู้ว่าระบบการปล่อยน้ำเสียจากชุมชนเมืองลงสู่ท้องทะเลของเราตอนนี้ไม่สามารถที่จะบำบัดได้ทั้งหมดและไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานเอกชนด้วยแล้วยิ่งน่ากลัวว่าอีกไม่นาน ชะตากรรมของไทยจะกลายเป็นเหมือนที่เมืองมินามาตะเข้าสักวัน
และหวังได้เพียงว่า เรื่องราวครั้งอดีตจะได้ช่วยสอนอะไรให้กับผู้ที่อยู่ในปัจจุบันได้บ้างไม่มากก็น้อย.
..

รายงานพิเศษ / ปัญหา “ขยะ” เมืองกรุงฯ! ใครช่วยได้โปรดช่วยด้วย




ไหนๆ ผู้ว่าฯ กทม.อภิรักษ์ โกษะโยธิน ก็เกาะกระแส “โลกร้อน” ชนิดไม่ยอมปล่อย ถึงขั้นประกาศเป็นวาระบริหารกรุงเทพมหานครในอีก 4 ปีข้างหน้า ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะได้ลงสมัครชิงตำแหน่งอีกรอบหรือไม่ กับสโลแกน “กรุงเทพฯ สีเขียว” กระตุ้นจิตสำนึกสาธารณะให้ชาวกรุงช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมทุกวิถีทาง ด้วยหวังเปลี่ยนโฉมกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเมืองน่าอยู่
ก่อนที่จะถึงวันนั้น เราจำเป็นต้องรู้ว่า “วันนี้” ซึ่งเป็น “ปัจจุบัน” ของเรามีปัจจัยใดบ้างที่เป็นปัญหาและต้องช่วยกันแก้ไข ตามลำดับขั้นตอนและตามความสำคัญเร่งด่วน ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงประเด็นของ “ขยะมูลฝอย” อีกหนึ่งในสาเหตุแห่งการเกิดมลภาวะ นอกเหนือไปจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงและการใช้สารเคมี ที่หลายคนคงรู้ดีจากสื่อหลากหลายแขนงก่อนหน้านี้
##########################################

“สยามรัฐ” มีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับ นายวิชา วงษ์ประดิษฐ์ ผู้อำนวยการกองโรงงานกำจัดมูลฝอย สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ซึ่งได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ขยะมูลฝอยของกทม.ในปัจจุบันว่า จากที่กทม.ได้รณรงค์ลดขยะอย่างต่อเนื่องช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณขยะลดลงพอสมควร คือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 8,000 กว่าตัน
จากเดิมในปีพ.ศ.2547 กทม.มีขยะมูลฝอยกว่า 9,300 ตันต่อวัน
สำหรับการจัดการกับขยะของกทม.นั้น ปัจจุบันมีการแบ่งประเภทขยะไว้ 3 จำพวก ได้แก่ 1. “ขยะชุมชน” จากบ้านเรือน ตลาดสด โรงเรียน 2. “ขยะติดเชื้อ” จากโรงพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกต่างๆ และห้องแล็บ และ 3. “ขยะอันตราย” เช่น หลอดไฟ กระป๋องสเปรย์ แบตเตอรี่และบรรจุภัณฑ์สารเคมีต่างๆ ซึ่งแยกกันเก็บและแยกกันทำลายด้วยวิธีการต่างๆ กัน ดังนี้
1. “ขยะชุมชน” หรือ “มูลฝอยชุมชน” เป็นที่น่าตกใจว่า กว่า 90%ยังคงใช้วิธีกำจัดแบบฝังกลบ “โดยถูกสุขลักษณะ (Sanitary Landfill)” กระจายตามพื้นที่ต่างๆ ผ่านผู้รับเหมาเอกชนที่ได้สัมปทานจัดหาพื้นที่ ปัจจุบันใช้ 2 จังหวัดปริมณฑล คือจ.ฉะเชิงเทรา และจ.นครปฐม ส่วนที่เหลือราว 10% ซึ่งเป็นอินทรีย์สารจะนำไปผ่านกรรมวิธีคอมโพส (Compose) หรือนำไปทำปุ๋ย ปัจจุบันทำที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช
2. “ขยะติดเชื้อ” จะถูกขนถ่ายโดยรถควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เชื้อโรคเจริญเติบโต ก่อนนำไปเผาด้วยเตาความร้อนสูง จากนั้นจึงจะเก็บขี้เถ้าไปฝังกลบอีกครั้ง
3. “ขยะอันตราย” จะนำส่งไปให้บริษัทที่ประกอบกิจการด้านทำลาย “ฤทธิ์” ของวัตถุตลอดจนสารเคมีอื่นๆ จากนั้นนำไปหล่อในแท่งปูนซีเมนต์ให้แข็งตัวก่อนนำไป “ฝังกลบแบบปลอดภัย (Secure Landfill)” ไม่ให้รั่วไหลปนเปื้อนออกมาได้
ต่อข้อกังขาที่ว่า การฝังกลบขยะอาจส่งผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมจากการปนเปื้อนที่หลายฝ่ายเป็นห่วง ผอ.วิชายืนยันว่า เป็นเรื่องที่สังคมเข้าใจกันผิดๆ มาตลอด เนื่องจากกระบวนการฝังกลบขยะของกทม.นั้นใช้มาตรฐานเดียวกันกับกรมควบคุมมลพิษ สหรัฐอเมริกา (EPA-United State Environmental Protection Agency)
“การฝังขยะของกทม.ไม่ใช่แค่เอาขยะไปฝังดินเฉยๆ แต่ละหลุมนอกจากจะต้องบดอัดดินเหนียวซึ่งปกติน้ำผ่านได้ยากทั้งที่พื้นและขอบหลุมแล้ว ยังปูผ้าพลาสติกอย่างดี (High Density Polyestilene) อีก 1-2 ชั้นตามชนิดของขยะที่ฝัง มีการทำรางระบายน้ำเสียจากบ่อขยะมาบำบัดแล้วนำกลับมาใช้ โดยที่ไม่ระบายออกไปข้างนอก นอกจากนี้ ยังมีการตรวจคุณภาพน้ำใต้ดินทั้งจากต้นน้ำและท้ายน้ำเป็นประจำ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากมากที่สารปนเปื้อนจะรั่วไหลออกไปตามที่เป็นกังวลกัน” ผอ.วิชากล่าวย้ำ
#######################################

แต่ไม่ว่าการฝังกลบจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์หรือไม่ก็ตาม ที่น่าสนใจอีกเรื่องก็คือข้อมูลจากผอ.กองโรงงานกำจัดมูลฝอยเกี่ยวกับยอดรวมปริมาณขยะของกทม.ซึ่งถูกฝังกลบตั้งแต่ปีพ.ศ.2532 มาถึงวันนี้ได้ฝังไปแล้วกว่า 5,000,000 ตัน (ห้าล้านตัน) และใช้ที่ดินเพื่อฝังกลบไปแล้วกว่า 2,000 ไร่!
อีกทั้งยิ่งนับวันพื้นที่สำหรับใช้ฝังกลบขยะก็ยิ่งหายากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งด้วยเรื่องราคาที่ดินรวมทั้งการสร้างความเข้าใจแก่มวลชนในพื้นที่เพื่อขอความสนับสนุน เพราะอำนาจตัดสินใจอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้ทำ “หลุมฝังขยะ” ขึ้นอยู่กับชาวบ้านในท้องถิ่นและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ รัฐบาลไม่ได้เข้ามาช่วยจัดหาสถานที่หรือช่วยเหลือเจรจาแต่อย่างใด ด้วยรัฐบาลเองก็ไม่มีที่ดินให้เช่นกัน...
ส่วนค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะของกทม.นั้น ปัจจุบันอยู่ที่ปีละประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี และแม้ว่าขยะจะลดลงแล้วก็ตาม แต่ด้วยปัจจัยค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น อาจทำให้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ลดลงตาม
ทั้งนี้และทั้งนั้น สาเหตุที่ทำให้ขยะกว่าร้อยละ 90 หรือเกือบทั้งหมดยังต้องใช้วิธีการกำจัดด้วยวิธีฝังกลบ มาจากพฤติกรรมของผู้ผลิตผู้ทิ้งขยะอย่างเราๆ ที่ไม่ให้ความร่วมมือและใส่ใจในการคัดแยกขยะ ทำให้ขยะโดยมากปนเปื้อน ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ได้ ซึ่งก็ถือเป็นการสูญเสียทรัพยากรมาก
ในขณะที่ประเทศเจริญแล้วบางประเทศประกาศต่อประชาคมโลกอย่างเต็มภาคภูมิว่า ประเทศของตนมีขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste) ผ่านผลผลิตจากขยะ ทั้งปุ๋ยอินทรีย์ การรีไซเคิล หรือแม้แต่การผลิตเชื้อเพลิงเป็นพลังงานทดแทน อาทิ มีเทนและก๊าซธรรมชาติ (NGV-CNG) หรือผลิตไฟฟ้า เป็นต้น
“แนวคิดที่จะนำขยะกลับมาเป็นเชื้อเพลิงขณะนี้กทม.กำลังมีโครงการอยู่ แต่คงพูดถึงได้ไม่มากในตอนนี้ เพราะยังติดอีกหลายๆ อย่าง แต่ก็หวังว่าอนาคตโครงการดังกล่าวน่าจะได้เกิด เพราะเราจะได้ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ขณะเดียวกันยังได้กำจัดขยะมูลฝอยอีกทางหนึ่ง” ผอ.วิชาเล่าให้ฟัง
ส่วนประเด็นที่หลายคนเป็นห่วงเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมโดยรอบบริเวณสถานีขนถ่ายขยะมูลฝอยเช่น ที่อ่อนนุช ว่าส่งผลกระทบต่อชุมชนชาวบ้านอย่างไร
ผอ.วิชายอมรับว่า ในช่วงแรกอาจมีปัญหาบ้างด้วยความที่ชุมชนเมืองขยายตัวเข้าใกล้สถานี ทั้งๆ ที่ตามจริงสถานีตั้งอยู่ห่างไกลมาก แต่กทม.เองก็พยายามแก้ไขปัญหา อาทิเรื่องกลิ่นให้ดีขึ้น จนปัจจุบันแทบไม่ได้รับการร้องเรียน อีกทั้งระยะหลังมานี้ คนในชุมชนเองก็หันมาหารายได้จากการรับซื้อขยะรีไซเคิลด้วย
#########################################

ผอ.วิชายังได้ฝากถึงพี่น้องประชาชนที่ถือเป็นต้นตอของปัญหาขยะในวันนี้ว่า อยากให้ช่วยกันคัดแยกขยะจนเป็นนิสัย อาจด้วยวิธีการ 3R (Reduce-Reused-Recycle) ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำลายหรือฝังกลบขยะได้อีกมาก3
“หนึ่งคือชาวบ้านเราทิ้งกันไม่แยก สองคือทิ้งกันไม่เป็นที่เป็นทาง ทำให้ปัญหาขยะยังคงเป็นปัญหาหลักของสังคมเมือง ทั้งๆ ที่ถ้าหากว่าคุณทิ้งกันดีๆ คนเก็บก็ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องไปเสียเวลานั่งแยกขยะ ลดขั้นตอน ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน แถมยังไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย” ผอ.วิชากล่าว
และเมื่อแลกกันกับความคุ้มค่าแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะถ้าหากทุกฝ่ายทุกคนทำได้ดังที่ว่า ต่างคนก็ต่างได้ช่วยกันเพื่อรักษาโลกให้ลูกหลานได้ใช้ต่อไปในอนาคต
“เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นแก้ด้วยเงินอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเริ่มแก้กันที่คน” ผอ.วิชาปิดประโยคสนทนาด้วยวลีเท่ๆ แต่อาจทำได้ยากในสังคมด้อยจิตสำนึกสาธารณะของ “มหานคร” ที่สุดแสนจะยุ่งเหยิงและตัวใครตัวมันแห่งนี้...

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

คุณมั่นใจเเค่ไหน..ว่าน้ำที่คุณใช้สะอาดพอ











คุณมั่นใจแค่ไหนกับน้ำที่คุณใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน!!!
ว่าสะอาดเพียงพอสำหรับการบริโภคและอุปโภค คุณจะรู้หรือไม่ว่าในน้ำนั้นมีสารพิษใดๆเจือปนอยู่ซึ่งสารพิษนั้นอาจไปทำอันตรายต่ออวัยวะภายในของคุณก็ได้มันอาจจะไม่แสดงผลในทันทีแต่มันอาจจะเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกายโดยที่ตัวคุณไม่รู้เลยว่าสาเหตุที่ทำให้คุณป่วยนั้นจะเกิดจากน้ำที่คุณใช้บริโภคและอุปโภคอยู่ทุกวัน ดังข่าวต่อไปนี้ซึ่งอาจจะทำให้คุณได้ตระหนักถึงความสำคัญของน้ำมากขึ้น



พิษณุโลก/พิจิตร – ชาวบ้านนำผลตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำรอบเหมืองทองชาตรี เมืองชาละวันโชว์ยืนยันมี “ไซยาไนด์” เจือปน หลังส่งตรวจห้องแล็บที่เชียงใหม่ พร้อมยื่นถึงมือ “หมอพลเดช ปิ่นประทีป” แล้ว ขณะที่“อัคราไมนิ่ง”ยันไม่ตอบโต้ ระบุไม่จำเป็นต้องเผยแพร่รายงานผลตรวจไซยาไนด์ของเหมือง ที่ต้องรายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุก 3 เดือน ย้ำส่งรายงานถูกต้อง

ผู้สื่อข่าว รายงานจากจังหวัดพิษณุโลก แจ้งว่า ระหว่างที่นางบุญรัตน์ ศรีสุทธินา แกนนำประชาชนในหมู่บ้านเขาหม้อพิจิตร ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการพัฒนาการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขณะที่มาเปิดงานระดมความคิดเห็นเรื่อง “โลกร้อน ภัยพิบัติขจัดด้วยพลังชุมชน” ที่โรงแรมเทพนคร จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพื่อขอให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของชาวบ้าน 3 หมู่บ้านเขตรอยต่อพิจิตร - เพชรบูรณ์ 165 หลังคา ประชากร 358 คน บริเวณใกล้เคียงเหมืองทองชาตรี ของบริษัทอัคราไมนิ่ง จำกัด โดยชาวบ้านอ้างว่า พวกเขาได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองดังกล่าวนั้น

นางบุญรัตน์ ยังได้แนบเอกสารรายงานผลตรวจทางเคมี จากห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหาร Laboratory Center for Food and Agricultural Products : LCFA สำนักงานเชียงใหม่ ออกเมื่อวันที่ 25 เมษายน2550 ที่ตัวแทนชาวบ้านได้นำเอาตัวอย่างน้ำในหมู่บ้านส่งตรวจวิเคราะห์สารปนเปื้อน
ตามใบรายงานผลการทดสอบ ระบุว่า
1) น้ำบาดาล บ่อน้ำตื้นลึก 8 เมตร บ้านหนองระมาน หมู่ 3 ลักษณะและสภาพตัวอย่างบรรจุในขวดพลาสติก 1,000 มิลลิลิตร(มล.) จำนวน 1 ขวด เก็บที่อุณหภูมิห้อง สภาพตัวอย่างปกติ วันที่รับตัวอย่าง 11 เมษายน 2550 ผลการทดสอบ สารหนูต่ำกว่า 0.0005 ไมโครกรัม(มก.)ต่อลิตร ไซยาไนด์ 0.102 มก.ต่อลิตร (เกินมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มภาชนะปิดสนิท ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 61 พ.ศ.2524 และ 135 พ.ศ.2534 ซึ่งกำหนดไว้ ไซPาไนด์ มาตรฐานเกณฑ์อนุโลมสูงสุด คือ 0.1 มก.ต่อลิตร ) ตะกั่ว น้อยกว่า 0.005 มก.ต่อลิตร ปรอท แคดเมียม ซิลิเนียม ไม่พบ (วิธีทดสอบอ้างอิง APHA-AWWA2005)

2)น้ำประปา ผ่านเครื่องกรอง / ขุดลึก ประมาณ 40 เมตร ของบ้านหนองแสง หมู่ 10 เพชรบูรณ์ สภาพตัวอย่างบรรจุในขวดพลาสติก 1,250 มล. จำนวน 1 ขวด เก็บที่อุณหภูมิห้อง สภาพตัวอย่างปกติ วันที่รับตัวอย่าง 11 เมษายน 2550 ผลการทดสอบ สารหนูต่ำกว่า 0.0005 มก.ต่อลิตร ไซยาไนด์ 0.056 มก.ต่อลิตร ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม ซิลิเนียม ไม่พบ

3)น้ำประปา ไม่ผ่านเครื่องกรอง บ้านเขาหม้อ หมู่ 9 พิจิตร สภาพตัวอย่างบรรจุในขวดพลาสติก 1,250 มล. จำนวน 1 ขวด เก็บที่อุณหภูมิห้อง สภาพตัวอย่างปกติ วันที่รับตัวอย่าง 11 เมษายน 2550 ผลการทดสอบ สารหนู 0.0094 มก.ต่อลิตร ไซยาไนด์ 0.049 มก.ต่อลิตร ตะกั่ว 0.0095 มก.ต่อลิตร ปรอทน้อยกว่า 0.0005 มก.ต่อลิตร แคดเมียม ซิลิเนียม ไม่พบ

4)น้ำในอ่างเก็บน้ำ บ้านหนองระมาน หมู่ 3 พิจิตร สภาพตัวอย่างบรรจุในขวดพลาสติก 1,000 มล.จำนวน 1 ขวด เก็บที่อุณหภูมิห้อง สภาพตัวอย่างปกติ วันที่รับตัวอย่าง 11 เมษายน 2550 ผลการทดสอบ สารหนู 0.0024 มก.ต่อลิตร ไซยาไนด์ ไม่พบ ตะกั่ว 0.0050 มก.ต่อลิตร ปรอท แคดเมียม ซิลิเนียม ไม่พบ

5)น้ำในบ่อเก็บน้ำของเหมือง ตัวอย่างบรรจุในขวดพลาสติก 1,000 มล. จำนวน 1 ขวด เก็บที่อุณหภูมิห้อง สภาพตัวอย่างปกติ วันที่รับตัวอย่าง 11 เมษายน 2550 ผลการทดสอบ สารหนู 0.0023 ม.ก.ต่อลิตร ไซยาไนด์ 2.06 มก.ต่อลิตร ตะกั่ว 0.0053 มก.ต่อลิตร ปรอทไม่พบ แคดเมียมน้อยกว่า 0.0005 ซิลิเนียม 0.012 มก.ต่อลิตร

ขณะที่มาตรฐานคุณภาพน้ำประเทศไทย (มีนาคม 2550) ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรณีสารไซยาไนด์ ได้กำหนดมาตรฐานในแหล่งน้ำประเภทต่าง ๆ ไว้ว่า ในแหล่งน้ำผิวดิน ต้องไม่เกิน 0.005 มก./ลิตร น้ำใต้ดิน ไม่เกิน 200 มก./ลิตร น้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ต้องไม่เกิน 0.2 มก./ลิตร น้ำสำหรับบริโภคจากแหล่งน้ำบาดาล ต้องไม่มีเลย โดยมีเกณฑ์อนุโลมสูงสุด 0.1 มก./ลิตร

กรณีดังกล่าว “ผู้จัดการ” ได้ติดต่อสอบถามไปยัง น.ส.เยาวนุช จันทร์ดุ้ง ผู้อำนวยการด้านสิ่งแวดล้อมเหมืองชาตรี บริษัทอัคราไมนิ่ง จำกัด ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จำนวน 3 ครั้ง เพื่อขอให้บริษัทชี้แจงข้อมูลผลตรวจคุณภาพน้ำของบริษัทที่ส่งให้แก่หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นการตรวจสอบข้อมูลทั้ง 2 ฝ่ายได้ แต่ไม่ได้รับคำตอบ

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน “ผู้สื่อข่าว” ก็ได้โทรศัพท์ติดต่อไปยัง น.ส.เยาวนุช จันทร์ดุ้ง ผู้อำนวยการสิ่งแวดล้อมเหมืองชาตรี บริษัทอัคราไมนิ่ง จำกัดอีกครั้ง ก็ได้รับการชี้แจงว่า ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ เนื่องจากตนเป็นเพียงลูกน้อง และหากสื่อนำข้อมูลจากชาวบ้าน ที่วิเคราะห์ผลทางเคมีลงตีพิมพ์ บริษัทฯอาจดำเนินการฟ้องร้องได้ เพราะผลตรวจวิเคราะห์ต่างๆด้านสิ่งแวดล้อมของเหมือง ส่งไปหน่วยงานที่ควบคุมดูแล ถูกต้องตามมาตรฐานแล้ว

อย่างไรก็ตาม “ผู้จัดการรายวัน” ฉบับวันที่ 13 เมษายน 50 ที่ผ่านมา เคยตีพิมพ์คำให้สัมภาษณ์ของ น.ส.เยาวนุช เกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำของเหมืองครั้งหนึ่งว่า เหมืองมีบ่อเก็บกากโลหกรรมขนาด 400 ไร่บนเขาหม้อ ใช้บ่อดินเหนียวป้องการกันรั่วซึมได้แน่นอน

ส่วนสารไซยาไนด์ได้ผ่านการบำบัดก่อนปล่อย ผ่านกระบวนการทำให้เป็นสารประกอบเชิงซ้อน กล่าวคือ เป็นสารพันธะไม่แตกตัว ลักษณะที่ไม่ละลายในน้ำและอากาศ แต่ชาวบ้านไม่ทราบและไม่เข้าใจ อีกทั้งบริษัทฯได้ตรวจวัดระดับสารไซยาไนด์อยู่ในระดับ 5 ส่วนในล้านส่วน หรือ 5 PPM ขณะที่เกณฑ์มาตรฐาน ห้ามเกิน 20 PPM

ส่วนกรณีที่ชาวบ้านระบุว่า น้ำประปาสีแดง ขุ่นและคัน เชื่อว่า เป็นผลจากตะกอน เพราะสนิมเหล็กพบมากในแถบนี้ ยืนยันไม่ใช่สารไซยาไนด์ เพราะไซยาไนด์ไม่มีสี อีกทั้งบ่อเก็บกากโลหกรรมอยู่ด้านทิศใต้ของ 3 หมู่บ้าน บ้านหนองแสงอยู่ห่างจากเขาหม้อ 2 กิโลเมตร ชุมชุนเขาหม้อ ห่างจากเขาหม้อ 3 กิโลเมตร และชาวบ้านหนองระมาน ห่างจากเหมืองทองคำชาตรี 3 กิโลเมตร

นอกจากนี้บริษัทยังได้ตั้งสถานีตรวจวัดทั้ง 9 สถานี ตรวจสอบทุก 4 ครั้งต่อปี หรือทุกๆ 3 เดือน กรณีฝุ่นจากกระบวนการผลิตเพียง 100-200 ไมโครกรัมก็ถือว่า ต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่เป็นอันตราย

รายงานข่าวจากจังหวัดพิจิตร แจ้งเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตามหลังจากที่ตัวแทนชาวบ้านรอบเหมืองทองชาตรี ได้เข้าร้องเรียนต่อนายแพทย์พลเดช แล้ว ล่าสุดจังหวัดพิจิตร ได้ประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะให้ส่งตัวแทนเข้าหารือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน ในวันที่ 15 พฤษภาคม นี้อีกครั้งหนึ่ง
อนึ่งก่อนหน้านี้ชาวบ้านรอบเหมืองทองชาตรี ของบริษัทอัคราไมนิ่ง จำกัด เคยออกมาเคลื่อนไหวประท้วงต่อต้านเหมืองทองมาแล้ว หลังจากบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด มีแผนที่จะซื้อที่ดินผืนใหม่ จำนวน 2,000 ไร่ ตั้งแต่ ต.เขาเจ็ดลูก- ต.ท้ายดง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งนโยบายของบริษัทดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดกระแสเก็งกำไรที่ดินอย่างหนัก จากเดิมเคยซื้อไร่ละไม่เกิน 5 หมื่นบาทขยับเกือบทะลุไร่ละล้านบาท โดยเฉพาะพื้นที่ “เขาหม้อ”เขตสัมปทานที่คาดว่าจะมีทองคำแหล่งใหม่

โดยมีกลุ่มชาวบ้าน 3 กลุ่มร่วมกันเคลื่อนไหว คือ ชาวบ้านหนองระมานต้องการให้บริษัทซื้อที่ดินของตนเอง ส่วนกลุ่มชาวบ้านหนองแสงและเขาหม้อ ต้องการให้เหมืองฯปรับปรุงเรื่องเสียงและฝุ่น จากนั้นได้มีการเจรจากันเมื่อวันที่ 20 เมษายน 50 โดยบริษัทอัคราไมนิ่ง จำกัด ยืนยันไม่ซื้อที่ดินนอกเขตประทานบัตร แต่ยินดีรับข้อเสนอปรับปรุงสิ่งแวดล้อมตามข้อเรียกร้อง

สำหรับบริษัทอัคราไมนิ่ง จำกัด มีบริษัท Kingsgate Consolidated NL จากประเทศออสเตรเลีย ถือหุ้นอยู่ เริ่มลงทุนในเหมืองชาตรีจำนวน 1,216 ล้านบาท นำแร่ทองคำมาสกัดเป็นโลหะทองคำบริสุทธิ์จำนวน 32.8 ตัน โลหะเงินประมาณ 98 ตัน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 10,600 ล้านบาท และเมื่อเร็วๆนี้ได้รับอาชญาบัตรใหม่หลังสำรวจโดยทางธรณีวิทยาพบว่ามีสายแร่ทองพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มเติม จึงได้กว้านซื้อที่ดินข้างเคียง พร้อมกับรออนุมัติประทานบัตร เนื่องจากคาดว่ามีทองคำบริสุทธิ์อีก 3 ล้านออนซ์








"หลังจากที่คุณได้บทความนี้คุณยังแน่ใจอยู่อีกหรือไม่ว่าน้ำที่คุณใช้นั้นสะอาดมากเพียงใด?"