
ไหนๆ ผู้ว่าฯ กทม.อภิรักษ์ โกษะโยธิน ก็เกาะกระแส “โลกร้อน” ชนิดไม่ยอมปล่อย ถึงขั้นประกาศเป็นวาระบริหารกรุงเทพมหานครในอีก 4 ปีข้างหน้า ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะได้ลงสมัครชิงตำแหน่งอีกรอบหรือไม่ กับสโลแกน “กรุงเทพฯ สีเขียว” กระตุ้นจิตสำนึกสาธารณะให้ชาวกรุงช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมทุกวิถีทาง ด้วยหวังเปลี่ยนโฉมกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเมืองน่าอยู่
ก่อนที่จะถึงวันนั้น เราจำเป็นต้องรู้ว่า “วันนี้” ซึ่งเป็น “ปัจจุบัน” ของเรามีปัจจัยใดบ้างที่เป็นปัญหาและต้องช่วยกันแก้ไข ตามลำดับขั้นตอนและตามความสำคัญเร่งด่วน ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงประเด็นของ “ขยะมูลฝอย” อีกหนึ่งในสาเหตุแห่งการเกิดมลภาวะ นอกเหนือไปจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงและการใช้สารเคมี ที่หลายคนคงรู้ดีจากสื่อหลากหลายแขนงก่อนหน้านี้
##########################################
“สยามรัฐ” มีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับ นายวิชา วงษ์ประดิษฐ์ ผู้อำนวยการกองโรงงานกำจัดมูลฝอย สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ซึ่งได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ขยะมูลฝอยของกทม.ในปัจจุบันว่า จากที่กทม.ได้รณรงค์ลดขยะอย่างต่อเนื่องช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณขยะลดลงพอสมควร คือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 8,000 กว่าตัน
จากเดิมในปีพ.ศ.2547 กทม.มีขยะมูลฝอยกว่า 9,300 ตันต่อวัน
สำหรับการจัดการกับขยะของกทม.นั้น ปัจจุบันมีการแบ่งประเภทขยะไว้ 3 จำพวก ได้แก่ 1. “ขยะชุมชน” จากบ้านเรือน ตลาดสด โรงเรียน 2. “ขยะติดเชื้อ” จากโรงพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกต่างๆ และห้องแล็บ และ 3. “ขยะอันตราย” เช่น หลอดไฟ กระป๋องสเปรย์ แบตเตอรี่และบรรจุภัณฑ์สารเคมีต่างๆ ซึ่งแยกกันเก็บและแยกกันทำลายด้วยวิธีการต่างๆ กัน ดังนี้
1. “ขยะชุมชน” หรือ “มูลฝอยชุมชน” เป็นที่น่าตกใจว่า กว่า 90%ยังคงใช้วิธีกำจัดแบบฝังกลบ “โดยถูกสุขลักษณะ (Sanitary Landfill)” กระจายตามพื้นที่ต่างๆ ผ่านผู้รับเหมาเอกชนที่ได้สัมปทานจัดหาพื้นที่ ปัจจุบันใช้ 2 จังหวัดปริมณฑล คือจ.ฉะเชิงเทรา และจ.นครปฐม ส่วนที่เหลือราว 10% ซึ่งเป็นอินทรีย์สารจะนำไปผ่านกรรมวิธีคอมโพส (Compose) หรือนำไปทำปุ๋ย ปัจจุบันทำที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช
2. “ขยะติดเชื้อ” จะถูกขนถ่ายโดยรถควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เชื้อโรคเจริญเติบโต ก่อนนำไปเผาด้วยเตาความร้อนสูง จากนั้นจึงจะเก็บขี้เถ้าไปฝังกลบอีกครั้ง
3. “ขยะอันตราย” จะนำส่งไปให้บริษัทที่ประกอบกิจการด้านทำลาย “ฤทธิ์” ของวัตถุตลอดจนสารเคมีอื่นๆ จากนั้นนำไปหล่อในแท่งปูนซีเมนต์ให้แข็งตัวก่อนนำไป “ฝังกลบแบบปลอดภัย (Secure Landfill)” ไม่ให้รั่วไหลปนเปื้อนออกมาได้
ต่อข้อกังขาที่ว่า การฝังกลบขยะอาจส่งผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมจากการปนเปื้อนที่หลายฝ่ายเป็นห่วง ผอ.วิชายืนยันว่า เป็นเรื่องที่สังคมเข้าใจกันผิดๆ มาตลอด เนื่องจากกระบวนการฝังกลบขยะของกทม.นั้นใช้มาตรฐานเดียวกันกับกรมควบคุมมลพิษ สหรัฐอเมริกา (EPA-United State Environmental Protection Agency)
“การฝังขยะของกทม.ไม่ใช่แค่เอาขยะไปฝังดินเฉยๆ แต่ละหลุมนอกจากจะต้องบดอัดดินเหนียวซึ่งปกติน้ำผ่านได้ยากทั้งที่พื้นและขอบหลุมแล้ว ยังปูผ้าพลาสติกอย่างดี (High Density Polyestilene) อีก 1-2 ชั้นตามชนิดของขยะที่ฝัง มีการทำรางระบายน้ำเสียจากบ่อขยะมาบำบัดแล้วนำกลับมาใช้ โดยที่ไม่ระบายออกไปข้างนอก นอกจากนี้ ยังมีการตรวจคุณภาพน้ำใต้ดินทั้งจากต้นน้ำและท้ายน้ำเป็นประจำ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากมากที่สารปนเปื้อนจะรั่วไหลออกไปตามที่เป็นกังวลกัน” ผอ.วิชากล่าวย้ำ
#######################################
แต่ไม่ว่าการฝังกลบจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์หรือไม่ก็ตาม ที่น่าสนใจอีกเรื่องก็คือข้อมูลจากผอ.กองโรงงานกำจัดมูลฝอยเกี่ยวกับยอดรวมปริมาณขยะของกทม.ซึ่งถูกฝังกลบตั้งแต่ปีพ.ศ.2532 มาถึงวันนี้ได้ฝังไปแล้วกว่า 5,000,000 ตัน (ห้าล้านตัน) และใช้ที่ดินเพื่อฝังกลบไปแล้วกว่า 2,000 ไร่!
อีกทั้งยิ่งนับวันพื้นที่สำหรับใช้ฝังกลบขยะก็ยิ่งหายากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งด้วยเรื่องราคาที่ดินรวมทั้งการสร้างความเข้าใจแก่มวลชนในพื้นที่เพื่อขอความสนับสนุน เพราะอำนาจตัดสินใจอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้ทำ “หลุมฝังขยะ” ขึ้นอยู่กับชาวบ้านในท้องถิ่นและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ รัฐบาลไม่ได้เข้ามาช่วยจัดหาสถานที่หรือช่วยเหลือเจรจาแต่อย่างใด ด้วยรัฐบาลเองก็ไม่มีที่ดินให้เช่นกัน...
ส่วนค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะของกทม.นั้น ปัจจุบันอยู่ที่ปีละประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี และแม้ว่าขยะจะลดลงแล้วก็ตาม แต่ด้วยปัจจัยค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น อาจทำให้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ลดลงตาม
ทั้งนี้และทั้งนั้น สาเหตุที่ทำให้ขยะกว่าร้อยละ 90 หรือเกือบทั้งหมดยังต้องใช้วิธีการกำจัดด้วยวิธีฝังกลบ มาจากพฤติกรรมของผู้ผลิตผู้ทิ้งขยะอย่างเราๆ ที่ไม่ให้ความร่วมมือและใส่ใจในการคัดแยกขยะ ทำให้ขยะโดยมากปนเปื้อน ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ได้ ซึ่งก็ถือเป็นการสูญเสียทรัพยากรมาก
ในขณะที่ประเทศเจริญแล้วบางประเทศประกาศต่อประชาคมโลกอย่างเต็มภาคภูมิว่า ประเทศของตนมีขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste) ผ่านผลผลิตจากขยะ ทั้งปุ๋ยอินทรีย์ การรีไซเคิล หรือแม้แต่การผลิตเชื้อเพลิงเป็นพลังงานทดแทน อาทิ มีเทนและก๊าซธรรมชาติ (NGV-CNG) หรือผลิตไฟฟ้า เป็นต้น
“แนวคิดที่จะนำขยะกลับมาเป็นเชื้อเพลิงขณะนี้กทม.กำลังมีโครงการอยู่ แต่คงพูดถึงได้ไม่มากในตอนนี้ เพราะยังติดอีกหลายๆ อย่าง แต่ก็หวังว่าอนาคตโครงการดังกล่าวน่าจะได้เกิด เพราะเราจะได้ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ขณะเดียวกันยังได้กำจัดขยะมูลฝอยอีกทางหนึ่ง” ผอ.วิชาเล่าให้ฟัง
ส่วนประเด็นที่หลายคนเป็นห่วงเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมโดยรอบบริเวณสถานีขนถ่ายขยะมูลฝอยเช่น ที่อ่อนนุช ว่าส่งผลกระทบต่อชุมชนชาวบ้านอย่างไร
ผอ.วิชายอมรับว่า ในช่วงแรกอาจมีปัญหาบ้างด้วยความที่ชุมชนเมืองขยายตัวเข้าใกล้สถานี ทั้งๆ ที่ตามจริงสถานีตั้งอยู่ห่างไกลมาก แต่กทม.เองก็พยายามแก้ไขปัญหา อาทิเรื่องกลิ่นให้ดีขึ้น จนปัจจุบันแทบไม่ได้รับการร้องเรียน อีกทั้งระยะหลังมานี้ คนในชุมชนเองก็หันมาหารายได้จากการรับซื้อขยะรีไซเคิลด้วย
#########################################
ผอ.วิชายังได้ฝากถึงพี่น้องประชาชนที่ถือเป็นต้นตอของปัญหาขยะในวันนี้ว่า อยากให้ช่วยกันคัดแยกขยะจนเป็นนิสัย อาจด้วยวิธีการ 3R (Reduce-Reused-Recycle) ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำลายหรือฝังกลบขยะได้อีกมาก3
“หนึ่งคือชาวบ้านเราทิ้งกันไม่แยก สองคือทิ้งกันไม่เป็นที่เป็นทาง ทำให้ปัญหาขยะยังคงเป็นปัญหาหลักของสังคมเมือง ทั้งๆ ที่ถ้าหากว่าคุณทิ้งกันดีๆ คนเก็บก็ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องไปเสียเวลานั่งแยกขยะ ลดขั้นตอน ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน แถมยังไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย” ผอ.วิชากล่าว
และเมื่อแลกกันกับความคุ้มค่าแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะถ้าหากทุกฝ่ายทุกคนทำได้ดังที่ว่า ต่างคนก็ต่างได้ช่วยกันเพื่อรักษาโลกให้ลูกหลานได้ใช้ต่อไปในอนาคต
“เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นแก้ด้วยเงินอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเริ่มแก้กันที่คน” ผอ.วิชาปิดประโยคสนทนาด้วยวลีเท่ๆ แต่อาจทำได้ยากในสังคมด้อยจิตสำนึกสาธารณะของ “มหานคร” ที่สุดแสนจะยุ่งเหยิงและตัวใครตัวมันแห่งนี้...
ก่อนที่จะถึงวันนั้น เราจำเป็นต้องรู้ว่า “วันนี้” ซึ่งเป็น “ปัจจุบัน” ของเรามีปัจจัยใดบ้างที่เป็นปัญหาและต้องช่วยกันแก้ไข ตามลำดับขั้นตอนและตามความสำคัญเร่งด่วน ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงประเด็นของ “ขยะมูลฝอย” อีกหนึ่งในสาเหตุแห่งการเกิดมลภาวะ นอกเหนือไปจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงและการใช้สารเคมี ที่หลายคนคงรู้ดีจากสื่อหลากหลายแขนงก่อนหน้านี้
##########################################
“สยามรัฐ” มีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับ นายวิชา วงษ์ประดิษฐ์ ผู้อำนวยการกองโรงงานกำจัดมูลฝอย สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ซึ่งได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ขยะมูลฝอยของกทม.ในปัจจุบันว่า จากที่กทม.ได้รณรงค์ลดขยะอย่างต่อเนื่องช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณขยะลดลงพอสมควร คือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 8,000 กว่าตัน
จากเดิมในปีพ.ศ.2547 กทม.มีขยะมูลฝอยกว่า 9,300 ตันต่อวัน
สำหรับการจัดการกับขยะของกทม.นั้น ปัจจุบันมีการแบ่งประเภทขยะไว้ 3 จำพวก ได้แก่ 1. “ขยะชุมชน” จากบ้านเรือน ตลาดสด โรงเรียน 2. “ขยะติดเชื้อ” จากโรงพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกต่างๆ และห้องแล็บ และ 3. “ขยะอันตราย” เช่น หลอดไฟ กระป๋องสเปรย์ แบตเตอรี่และบรรจุภัณฑ์สารเคมีต่างๆ ซึ่งแยกกันเก็บและแยกกันทำลายด้วยวิธีการต่างๆ กัน ดังนี้
1. “ขยะชุมชน” หรือ “มูลฝอยชุมชน” เป็นที่น่าตกใจว่า กว่า 90%ยังคงใช้วิธีกำจัดแบบฝังกลบ “โดยถูกสุขลักษณะ (Sanitary Landfill)” กระจายตามพื้นที่ต่างๆ ผ่านผู้รับเหมาเอกชนที่ได้สัมปทานจัดหาพื้นที่ ปัจจุบันใช้ 2 จังหวัดปริมณฑล คือจ.ฉะเชิงเทรา และจ.นครปฐม ส่วนที่เหลือราว 10% ซึ่งเป็นอินทรีย์สารจะนำไปผ่านกรรมวิธีคอมโพส (Compose) หรือนำไปทำปุ๋ย ปัจจุบันทำที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช
2. “ขยะติดเชื้อ” จะถูกขนถ่ายโดยรถควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เชื้อโรคเจริญเติบโต ก่อนนำไปเผาด้วยเตาความร้อนสูง จากนั้นจึงจะเก็บขี้เถ้าไปฝังกลบอีกครั้ง
3. “ขยะอันตราย” จะนำส่งไปให้บริษัทที่ประกอบกิจการด้านทำลาย “ฤทธิ์” ของวัตถุตลอดจนสารเคมีอื่นๆ จากนั้นนำไปหล่อในแท่งปูนซีเมนต์ให้แข็งตัวก่อนนำไป “ฝังกลบแบบปลอดภัย (Secure Landfill)” ไม่ให้รั่วไหลปนเปื้อนออกมาได้
ต่อข้อกังขาที่ว่า การฝังกลบขยะอาจส่งผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมจากการปนเปื้อนที่หลายฝ่ายเป็นห่วง ผอ.วิชายืนยันว่า เป็นเรื่องที่สังคมเข้าใจกันผิดๆ มาตลอด เนื่องจากกระบวนการฝังกลบขยะของกทม.นั้นใช้มาตรฐานเดียวกันกับกรมควบคุมมลพิษ สหรัฐอเมริกา (EPA-United State Environmental Protection Agency)
“การฝังขยะของกทม.ไม่ใช่แค่เอาขยะไปฝังดินเฉยๆ แต่ละหลุมนอกจากจะต้องบดอัดดินเหนียวซึ่งปกติน้ำผ่านได้ยากทั้งที่พื้นและขอบหลุมแล้ว ยังปูผ้าพลาสติกอย่างดี (High Density Polyestilene) อีก 1-2 ชั้นตามชนิดของขยะที่ฝัง มีการทำรางระบายน้ำเสียจากบ่อขยะมาบำบัดแล้วนำกลับมาใช้ โดยที่ไม่ระบายออกไปข้างนอก นอกจากนี้ ยังมีการตรวจคุณภาพน้ำใต้ดินทั้งจากต้นน้ำและท้ายน้ำเป็นประจำ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากมากที่สารปนเปื้อนจะรั่วไหลออกไปตามที่เป็นกังวลกัน” ผอ.วิชากล่าวย้ำ
#######################################
แต่ไม่ว่าการฝังกลบจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์หรือไม่ก็ตาม ที่น่าสนใจอีกเรื่องก็คือข้อมูลจากผอ.กองโรงงานกำจัดมูลฝอยเกี่ยวกับยอดรวมปริมาณขยะของกทม.ซึ่งถูกฝังกลบตั้งแต่ปีพ.ศ.2532 มาถึงวันนี้ได้ฝังไปแล้วกว่า 5,000,000 ตัน (ห้าล้านตัน) และใช้ที่ดินเพื่อฝังกลบไปแล้วกว่า 2,000 ไร่!
อีกทั้งยิ่งนับวันพื้นที่สำหรับใช้ฝังกลบขยะก็ยิ่งหายากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งด้วยเรื่องราคาที่ดินรวมทั้งการสร้างความเข้าใจแก่มวลชนในพื้นที่เพื่อขอความสนับสนุน เพราะอำนาจตัดสินใจอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้ทำ “หลุมฝังขยะ” ขึ้นอยู่กับชาวบ้านในท้องถิ่นและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ รัฐบาลไม่ได้เข้ามาช่วยจัดหาสถานที่หรือช่วยเหลือเจรจาแต่อย่างใด ด้วยรัฐบาลเองก็ไม่มีที่ดินให้เช่นกัน...
ส่วนค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะของกทม.นั้น ปัจจุบันอยู่ที่ปีละประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี และแม้ว่าขยะจะลดลงแล้วก็ตาม แต่ด้วยปัจจัยค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น อาจทำให้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ลดลงตาม
ทั้งนี้และทั้งนั้น สาเหตุที่ทำให้ขยะกว่าร้อยละ 90 หรือเกือบทั้งหมดยังต้องใช้วิธีการกำจัดด้วยวิธีฝังกลบ มาจากพฤติกรรมของผู้ผลิตผู้ทิ้งขยะอย่างเราๆ ที่ไม่ให้ความร่วมมือและใส่ใจในการคัดแยกขยะ ทำให้ขยะโดยมากปนเปื้อน ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ได้ ซึ่งก็ถือเป็นการสูญเสียทรัพยากรมาก
ในขณะที่ประเทศเจริญแล้วบางประเทศประกาศต่อประชาคมโลกอย่างเต็มภาคภูมิว่า ประเทศของตนมีขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste) ผ่านผลผลิตจากขยะ ทั้งปุ๋ยอินทรีย์ การรีไซเคิล หรือแม้แต่การผลิตเชื้อเพลิงเป็นพลังงานทดแทน อาทิ มีเทนและก๊าซธรรมชาติ (NGV-CNG) หรือผลิตไฟฟ้า เป็นต้น
“แนวคิดที่จะนำขยะกลับมาเป็นเชื้อเพลิงขณะนี้กทม.กำลังมีโครงการอยู่ แต่คงพูดถึงได้ไม่มากในตอนนี้ เพราะยังติดอีกหลายๆ อย่าง แต่ก็หวังว่าอนาคตโครงการดังกล่าวน่าจะได้เกิด เพราะเราจะได้ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ขณะเดียวกันยังได้กำจัดขยะมูลฝอยอีกทางหนึ่ง” ผอ.วิชาเล่าให้ฟัง
ส่วนประเด็นที่หลายคนเป็นห่วงเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมโดยรอบบริเวณสถานีขนถ่ายขยะมูลฝอยเช่น ที่อ่อนนุช ว่าส่งผลกระทบต่อชุมชนชาวบ้านอย่างไร
ผอ.วิชายอมรับว่า ในช่วงแรกอาจมีปัญหาบ้างด้วยความที่ชุมชนเมืองขยายตัวเข้าใกล้สถานี ทั้งๆ ที่ตามจริงสถานีตั้งอยู่ห่างไกลมาก แต่กทม.เองก็พยายามแก้ไขปัญหา อาทิเรื่องกลิ่นให้ดีขึ้น จนปัจจุบันแทบไม่ได้รับการร้องเรียน อีกทั้งระยะหลังมานี้ คนในชุมชนเองก็หันมาหารายได้จากการรับซื้อขยะรีไซเคิลด้วย
#########################################
ผอ.วิชายังได้ฝากถึงพี่น้องประชาชนที่ถือเป็นต้นตอของปัญหาขยะในวันนี้ว่า อยากให้ช่วยกันคัดแยกขยะจนเป็นนิสัย อาจด้วยวิธีการ 3R (Reduce-Reused-Recycle) ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำลายหรือฝังกลบขยะได้อีกมาก3
“หนึ่งคือชาวบ้านเราทิ้งกันไม่แยก สองคือทิ้งกันไม่เป็นที่เป็นทาง ทำให้ปัญหาขยะยังคงเป็นปัญหาหลักของสังคมเมือง ทั้งๆ ที่ถ้าหากว่าคุณทิ้งกันดีๆ คนเก็บก็ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องไปเสียเวลานั่งแยกขยะ ลดขั้นตอน ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน แถมยังไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย” ผอ.วิชากล่าว
และเมื่อแลกกันกับความคุ้มค่าแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะถ้าหากทุกฝ่ายทุกคนทำได้ดังที่ว่า ต่างคนก็ต่างได้ช่วยกันเพื่อรักษาโลกให้ลูกหลานได้ใช้ต่อไปในอนาคต
“เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นแก้ด้วยเงินอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเริ่มแก้กันที่คน” ผอ.วิชาปิดประโยคสนทนาด้วยวลีเท่ๆ แต่อาจทำได้ยากในสังคมด้อยจิตสำนึกสาธารณะของ “มหานคร” ที่สุดแสนจะยุ่งเหยิงและตัวใครตัวมันแห่งนี้...

2 ความคิดเห็น:
ปัญหาขยะแก้ไขเท่ารัยก้อไม่เปะสักที
คัยจะช่วยด้ายทั้งใหญ่ทั้งเยอะขนาดนี้
คัยช่วยด้ายก้อช่วยกันหน่อยเหอะ
เริ่มจากตัวเราเปนที่แรกเลย
แสดงความคิดเห็น