
ท่ามกลางกระแสธารแห่งการพัฒนาของสังคมมนุษย์ซึ่งมีทีท่าว่าจะดำเนินต่อไปโดยไม่หยุดยั้งนั้น ที่ผ่านมา นอกจาก “มนุษย์” ได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นประโยชน์ให้แก่ตนและพวกพ้องร่วมสายพันธุ์ของตนแล้ว ก็คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า “มนุษย์” ได้ทำลายบางสิ่งให้เกิดความเสียหายหรือถึงขั้นสูญสิ้น หรือแม้แต่ทำลายเพื่อนมนุษย์กันเองด้วยเช่นกัน
ยกตัวอย่างกรณีการเกิดโรคประหลาดชนิดใหม่ที่เมืองมินามาตะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อพ.ศ.2499 หรือค.ศ.1956 นับเป็นเหตุการณ์ที่สามารถพิสูจน์ภัยที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกัน อันเป็นผลมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศญี่ปุ่นในขณะนั้น
************************************
โรคประหลาดดังกล่าวเกิดจากน้ำเสียที่ปนเปื้อนด้วย Methyl mercury อันเป็นสารประกอบอินทรีย์ของปรอทจากบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ผู้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีฐานตั้งอยู่ที่เมืองมินามาตะเป็นผู้ระบายลงสู่ท้องทะเลตั้งแต่ปีพ.ศ.2451
สารเคมีที่ทับถมกันมาเป็นเวลานาน และระบบห่วงโซ่อาหารอันเป็นวัฏจักรแห่งชีวิตของสัตว์น้ำในท้องทะเล ทำให้นับวันสารปรอทยิ่งมีความเข้มข้นสูงขึ้น ผู้คนจำนวนมากที่บริโภคอาหารทะเลเกิดปัญหาทางสุขภาพ มีลักษณะเหมือนคนขาดสารอาหารและมีอาการวิกลจริต แขนขาบิดงออย่างรุนแรง หลายร้อยรายเกิดความผิดปกติกับระบบประสาทขั้นรุนแรงจนถึงขั้นพิการและเสียชีวิต
ขณะที่ทารกในท้องแม่ผู้ซึ่งบริโภคอาหารทะเลก็ได้รับผลกระทบจากสารปรอทผ่านสายรก ทำให้เกิดมาพร้อมกับความพิกลพิการอย่างรุนแรงจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เกิดเป็นโศกนาฏกรรมจากมลพิษครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรกของโลก
ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพของประชากรกว่า 2 แสนคนตามชายฝั่งทะเลรอบเมืองมินามาตะแล้ว ก็ยังได้ทำลายความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและด้านจิตใจของประชาชนเป็นวงกว้างอีกด้วย
ชื่อของ “โรคมินามาตะ” ในขณะนั้น ทำให้สังคมภายนอกดูแคลน - รังเกียจผู้ป่วยรวมถึงประชาชนชาวบ้านที่มีพื้นเพเป็นคนมินามาตะจากสังคมภายนอก ถูกปฏิเสธการจ้างงาน โอกาสทางการศึกษา การค้า หรือแม้แต่ชาวเมืองด้วยกันเองด้วยเหตุว่าพวกเขาทำให้เมืองนี้เสื่อมเสียชื่อเสียง
ยิ่งในเฉพาะช่วงแรกที่รัฐบาลวิตกว่าหากสั่งปิดกิจการของบริษัทเอกชนที่คาดว่าเป็นต้นตอของปัญหา อาจเป็นปัจจัยถ่วงการพัฒนาประเทศให้ช้าลง จึงไม่ดำเนินการจัดการกับภัยที่กำลังเกิด ยังผลให้ความเสียหายยิ่งเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งสร้างรอยร้าวระหว่างผู้คนด้วยกันเองและระหว่างผู้คนกับหน่วยงานรัฐให้มีช่องว่างมากขึ้นไปอีก
******************************************
กว่าที่รัฐบาลกลางและหน่วยงานปกครองท้องถิ่นจะกลับลำหันมาสนใจให้การช่วยเหลือเรื่องนี้อย่างจริงจังก็เมื่อเวลาได้ล่วงเลยไปกว่า 12 ปี หลังจากที่โรคนี้ได้ทำร้ายชาวบ้านไปแล้วหลายพันคน พ่วงท้ายด้วยข้อพิสูจน์ของนักวิชาการและแพทย์ที่ยืนยันว่าโรคดังกล่าวเกิดจากน้ำเสียจากอุตสาหกรรมที่ถูกปล่อยลงสู่ท้องทะเล
จากนั้นปลายปี 2547 ศาลฎีกาได้ตัดสินคดีความดังกล่าวโดยระบุให้รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นมีส่วนรับผิดชอบต่อกรณีโรคมินามาตะ พร้อมทั้งมีคำตัดสินที่ชัดเจนเกี่ยวกับอาการของโรคมินามาตะว่าเป็นอย่างไรและมีอะไรบ้าง
ข้อวินิจฉัยของศาลที่สำคัญและนับได้ว่าเป็นนิมิตหมายใหม่คือ การระบุว่าทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นละเลยในการควบคุมปัญหามลพิษกรณีนี้จนเป็นเหตุให้ปัญหาลุกลาม อีกทั้งทางการยังไม่ยอมรับผู้ป่วย ปล่อยให้ได้รับความทุกข์ทั้งที่โดยหน้าที่รัฐต้องให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นรัฐบาลจึงเป็นผู้ละเมิดผู้ป่วยเหล่านี้เสียเอง
*********************************
วันนี้ เมืองมินามาตะกำลังฟื้นฟูเปลี่ยนโฉมตัวเองจาก “เมืองแห่งมลพิษ” ให้กลายเป็น “เมืองแห่งการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม” และกำลังเป็นเมืองที่โดดเด่นที่สุดติดอันดับ 1 ของประเทศญี่ปุ่นจากการประกวดเมืองแห่งสิ่งแวดล้อมระดับประเทศในปีพ.ศ.2548 - 2549 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ทั้งยังได้แสดงตัวอย่างประสบการณ์จากมลพิษสำหรับศตวรรษที่ 22 ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอีกด้วย ภายหลังจากที่ต้องสังเวยชีวิตของประชาชนไปหลายพันคน เงินอีกหลายแสนล้านเยน หรือแม้แต่การที่ต้องลงทุนปิดกั้นปากอ่าวมินามาตะทั้งหมดเป็นเวลากว่า 23 ปี รวมทั้งยังต้องขุดลอกเพื่อกำจัดตะกอนใต้น้ำไปกว่า 1,500,000 ลูกบาศก์เมตร โดยต้องใช้พื้นที่ฝังกลบทั้งหมดขนาด 58 เฮคตาร์!!!
*************************************
ยกตัวอย่างกรณีการเกิดโรคประหลาดชนิดใหม่ที่เมืองมินามาตะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อพ.ศ.2499 หรือค.ศ.1956 นับเป็นเหตุการณ์ที่สามารถพิสูจน์ภัยที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกัน อันเป็นผลมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศญี่ปุ่นในขณะนั้น
************************************
โรคประหลาดดังกล่าวเกิดจากน้ำเสียที่ปนเปื้อนด้วย Methyl mercury อันเป็นสารประกอบอินทรีย์ของปรอทจากบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ผู้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีฐานตั้งอยู่ที่เมืองมินามาตะเป็นผู้ระบายลงสู่ท้องทะเลตั้งแต่ปีพ.ศ.2451
สารเคมีที่ทับถมกันมาเป็นเวลานาน และระบบห่วงโซ่อาหารอันเป็นวัฏจักรแห่งชีวิตของสัตว์น้ำในท้องทะเล ทำให้นับวันสารปรอทยิ่งมีความเข้มข้นสูงขึ้น ผู้คนจำนวนมากที่บริโภคอาหารทะเลเกิดปัญหาทางสุขภาพ มีลักษณะเหมือนคนขาดสารอาหารและมีอาการวิกลจริต แขนขาบิดงออย่างรุนแรง หลายร้อยรายเกิดความผิดปกติกับระบบประสาทขั้นรุนแรงจนถึงขั้นพิการและเสียชีวิต
ขณะที่ทารกในท้องแม่ผู้ซึ่งบริโภคอาหารทะเลก็ได้รับผลกระทบจากสารปรอทผ่านสายรก ทำให้เกิดมาพร้อมกับความพิกลพิการอย่างรุนแรงจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เกิดเป็นโศกนาฏกรรมจากมลพิษครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรกของโลก
ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพของประชากรกว่า 2 แสนคนตามชายฝั่งทะเลรอบเมืองมินามาตะแล้ว ก็ยังได้ทำลายความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและด้านจิตใจของประชาชนเป็นวงกว้างอีกด้วย
ชื่อของ “โรคมินามาตะ” ในขณะนั้น ทำให้สังคมภายนอกดูแคลน - รังเกียจผู้ป่วยรวมถึงประชาชนชาวบ้านที่มีพื้นเพเป็นคนมินามาตะจากสังคมภายนอก ถูกปฏิเสธการจ้างงาน โอกาสทางการศึกษา การค้า หรือแม้แต่ชาวเมืองด้วยกันเองด้วยเหตุว่าพวกเขาทำให้เมืองนี้เสื่อมเสียชื่อเสียง
ยิ่งในเฉพาะช่วงแรกที่รัฐบาลวิตกว่าหากสั่งปิดกิจการของบริษัทเอกชนที่คาดว่าเป็นต้นตอของปัญหา อาจเป็นปัจจัยถ่วงการพัฒนาประเทศให้ช้าลง จึงไม่ดำเนินการจัดการกับภัยที่กำลังเกิด ยังผลให้ความเสียหายยิ่งเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งสร้างรอยร้าวระหว่างผู้คนด้วยกันเองและระหว่างผู้คนกับหน่วยงานรัฐให้มีช่องว่างมากขึ้นไปอีก
******************************************
กว่าที่รัฐบาลกลางและหน่วยงานปกครองท้องถิ่นจะกลับลำหันมาสนใจให้การช่วยเหลือเรื่องนี้อย่างจริงจังก็เมื่อเวลาได้ล่วงเลยไปกว่า 12 ปี หลังจากที่โรคนี้ได้ทำร้ายชาวบ้านไปแล้วหลายพันคน พ่วงท้ายด้วยข้อพิสูจน์ของนักวิชาการและแพทย์ที่ยืนยันว่าโรคดังกล่าวเกิดจากน้ำเสียจากอุตสาหกรรมที่ถูกปล่อยลงสู่ท้องทะเล
จากนั้นปลายปี 2547 ศาลฎีกาได้ตัดสินคดีความดังกล่าวโดยระบุให้รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นมีส่วนรับผิดชอบต่อกรณีโรคมินามาตะ พร้อมทั้งมีคำตัดสินที่ชัดเจนเกี่ยวกับอาการของโรคมินามาตะว่าเป็นอย่างไรและมีอะไรบ้าง
ข้อวินิจฉัยของศาลที่สำคัญและนับได้ว่าเป็นนิมิตหมายใหม่คือ การระบุว่าทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นละเลยในการควบคุมปัญหามลพิษกรณีนี้จนเป็นเหตุให้ปัญหาลุกลาม อีกทั้งทางการยังไม่ยอมรับผู้ป่วย ปล่อยให้ได้รับความทุกข์ทั้งที่โดยหน้าที่รัฐต้องให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นรัฐบาลจึงเป็นผู้ละเมิดผู้ป่วยเหล่านี้เสียเอง
*********************************
วันนี้ เมืองมินามาตะกำลังฟื้นฟูเปลี่ยนโฉมตัวเองจาก “เมืองแห่งมลพิษ” ให้กลายเป็น “เมืองแห่งการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม” และกำลังเป็นเมืองที่โดดเด่นที่สุดติดอันดับ 1 ของประเทศญี่ปุ่นจากการประกวดเมืองแห่งสิ่งแวดล้อมระดับประเทศในปีพ.ศ.2548 - 2549 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ทั้งยังได้แสดงตัวอย่างประสบการณ์จากมลพิษสำหรับศตวรรษที่ 22 ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอีกด้วย ภายหลังจากที่ต้องสังเวยชีวิตของประชาชนไปหลายพันคน เงินอีกหลายแสนล้านเยน หรือแม้แต่การที่ต้องลงทุนปิดกั้นปากอ่าวมินามาตะทั้งหมดเป็นเวลากว่า 23 ปี รวมทั้งยังต้องขุดลอกเพื่อกำจัดตะกอนใต้น้ำไปกว่า 1,500,000 ลูกบาศก์เมตร โดยต้องใช้พื้นที่ฝังกลบทั้งหมดขนาด 58 เฮคตาร์!!!
*************************************
กลับมามองประเทศไทยในวันนี้ วันที่เรากำลังแข่งกับตัวเองและแข่งกับรอบข้างเพื่อที่จะมีเศรษฐกิจที่ดีและเพื่อที่จะได้เป็นผู้นำในหลายๆ ด้านของภูมิภาค ก็เหมือนกับกำลังมองภาพเหตุการณ์เมืองมินามาตะย้อนไปเมื่อ 51 ปีที่แล้ว
ยิ่งได้เห็นและรับรู้ว่าระบบการปล่อยน้ำเสียจากชุมชนเมืองลงสู่ท้องทะเลของเราตอนนี้ไม่สามารถที่จะบำบัดได้ทั้งหมดและไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานเอกชนด้วยแล้วยิ่งน่ากลัวว่าอีกไม่นาน ชะตากรรมของไทยจะกลายเป็นเหมือนที่เมืองมินามาตะเข้าสักวัน
และหวังได้เพียงว่า เรื่องราวครั้งอดีตจะได้ช่วยสอนอะไรให้กับผู้ที่อยู่ในปัจจุบันได้บ้างไม่มากก็น้อย...
และหวังได้เพียงว่า เรื่องราวครั้งอดีตจะได้ช่วยสอนอะไรให้กับผู้ที่อยู่ในปัจจุบันได้บ้างไม่มากก็น้อย...

3 ความคิดเห็น:
โรคนี้น่ากลัวด้ายอีกอ่ะ
ไม่อยากเปนอ่ะทามงัยดี
อ่านแล้ว สะท้อนดีค่ะ
ว่างๆไปแนะนำ ติชม กันนะค่ะ
http://hazardground.blogspot.com/
แสดงความคิดเห็น